Default

หลักการ ตั้งสมมติฐาน

การตั้งข้อสมมติฐานทุกหนผู้ศึกษาวิจัยย่อมอยากให้ข้อสมมติที่ตั้งขึ้นนั้นได้โอกาสเป็นจริงสูงที่สุด ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยก็เลยควรมีหลักเกณฑ์ที่ดีสำหรับในการตั้งข้อสันนิษฐาน ซึ่งมีหลักปกติ ดังต่อไปนี้

1. ตั้งสมมติฐานหลังจากที่ได้ผ่านการเรียนค้นคว้า รวมทั้งผ่านการคิดพิจารณามาแล้วอย่างยอดเยี่ยม โน่นเป็น ผู้ทำการวิจัยควรที่จะนำแนวคิด แนวคิด แนวทางหรือหลักเหตุผล ตลอดจนการค้นคว้าของคนอื่นจากการศึกษาเล่าเรียนเอกสารและก็รายงานการวิจัยของคนอื่น เพื่อนำมาใช้อ้างอิงสำหรับในการตั้งข้อสันนิษฐาน ทำให้ข้อสมมตินั้นเป็นข้อสมมติที่มีพื้นฐานของข้อเท็จจริง

2. ตั้งข้อสันนิษฐานโดยใช้เนื้อความที่แจ่มแจ้ง สั้นกระชับ เข้าใจง่าย เหิมใจความและก็สอดคล้องกับจุดหมายของการศึกษาวิจัย

3. ตั้งข้อสันนิษฐานเป็นประโยคบอกกล่าว เพราะเหตุว่ารูปแบบของข้อสมมติที่แจ่มชัดแล้วก็เข้าใจง่าย ควรจะเป็นข้อสมมติที่เขียนในลักษณะที่เป็นบทสรุป ที่สามารถนำไปชี้แจงหรือค้น อ้างในเรื่องอื่นได้เมื่อข้อสมมตินั้นได้รับการทดลองว่าเป็นจริงแล้ว

4. สามารถชี้แจงเหตุผลช่วยเหลือข้อสมมติที่ตั้งได้เพื่อคนอ่านรู้เรื่องแล้วก็เห็นด้วยข้อสมมติของตัวเองซึ่งบางทีอาจจะกำหนดเหตุผลพ่วงสมมติฐานแต่ละข้อ หรือบางทีอาจกำหนดในลักษณะรวมๆเอาไว้ภายในส่วนท้ายของส่วนที่เป็นเอกสารแล้วก็งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่เกี่ยวเนื่อง

5. ตั้งข้อสมมติฐานในลักษณะที่เป็นการเห็นด้วยหรือไม่ยอมรับ ซึ่งจะก่อให้ง่าย ต่อการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่น สารภาพว่าไม่เหมือนกันส่งผลหรือเกี่ยวข้องกัน หรือไม่ยอมรับว่าไม่ได้ต่างอะไร ไม่เป็นผลหรือเปล่าเกี่ยวข้องกัน โดยธรรมดานิยมตั้งข้อสันนิษฐานให้อยู่ในรูปของการยินยอมรับมากยิ่งกว่าการไม่ยอมรับ เนื่องจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยเป็นการค้นหาคำตอบที่จะประยุกต์ใช้ชี้แจงปัญหา ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อมีการศึกษาค้นคว้าก็แปลว่าได้มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว นักวิจัยควรที่จะเลือกตัวแปรที่จะทำให้ตั้งข้อสมมติฐานในรูปการยินยอมยอมรับได้ เนื่องจากถ้าเกิดตั้งข้อสมมติฐานในรูปของการไม่ยอมรับก็แปลว่าไม่มีปัญหา ก็เลยไม่จำเป็นที่ต้องศึกษาค้นคว้า

ข้อสมมติในรูปการยินยอมรับ : ความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยแนวทางสอน แบบชี้แจงรวมทั้งแบบอภิปรายไม่เหมือนกัน

ข้อสมมติในรูปการไม่ยอมรับ : ผลสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนโดยแนวทางสอนแบบนำเสนอและก็แบบอภิปรายไม่ได้แตกต่างกัน

ความจริงแล้ว ข้อสมมติเป็นเพียงแต่สิ่งที่นักวิจัยมุ่งมาดขึ้นแค่นั้น ยังมิได้รับการรับรองว่าเป็นจริงอะไร และก็การที่นักวิจัยตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆในรูปของการไม่ยอมรับนั้น บางทีอาจด้วยเหตุว่ายังไม่มีเครื่องพิสูจน์ ไหมมีหลักฐานเป็นที่แน่ๆว่ารูปแบบของตัวแปรพวกนั้น ไม่เหมือนกันหรือเกี่ยวข้องกัน ซึ่งนักวิจัยจำเป็นจะต้องปฏิบัติงานสำรวจด้วยแนวทางทางสถิติ เพื่อนำผลที่เกิดมายืนกระทั่งถึงว่า ข้อสมมติเป็นจริงหรือเปล่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวการตั้งข้อสมมติฐานในรูปของการไม่ยอมรับก็เลยยังต้องอยู่

สรุปได้ว่าการตกลงใจว่าจะตั้งข้อสมมติฐานในรูปของการยินยอมรับ หรือไม่ยอมรับนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยน่าจะนำความเห็นที่ได้จากการเรียนค้นคว้าเกี่ยวกับตัวแปรที่เล่าเรียนมาเป็นหลักสำหรับการตกลงใจ ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นรูปของการยินยอมรับ หรือไม่ยอมรับก็ได้

ทางเข้าfun88  อัพเดทล่าสุด